จากห้องเรียน สู่ห้องประชุม: เมื่อความรู้ภาษา ไม่เท่ากับการใช้ภาษา

ผู้เรียนจำนวนไม่น้อยน่าจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้… เรียนภาษาอังกฤษมาหลายปี ทำข้อสอบมาก็มากมาย จำคำศัพท์ก็พอได้ แต่พอถึงเวลาต้องใช้จริง กลับ “พูดไม่ออก”

จากเหตุการณ์เหล่านี้ อาจเป็นไปได้ว่าผู้เรียนมีความไม่สอดคล้องกันระหว่างความรู้ทางภาษา (Linguistic Competence) และ ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารในสถานการณ์จริง (Communicative Competence)

ลองมาดูสถานการณ์ต่อไปนี้กันค่ะ…

แปดโมงเช้าวันอังคาร ในห้องประชุมของบริษัทแห่งหนึ่ง พนักงานคนใหม่ที่ชื่อว่า สมหญิง ได้เข้าร่วมประชุมกับหัวหน้าชาวต่างชาติเป็นครั้งแรก เธอดูตื่นเต้น และประหม่าถึงแม้ว่าหน้าที่ของเธอมีเพียงการฟังและจดรายงานการประชุมก็ตาม เมื่อระยะเวลาการประชุมผ่านไปสักระยะหนึ่ง หัวหน้าของเธอก็พูดขึ้นมาว่า

“Let’s circle back to this later.”

ทันทีที่ได้ยิน สมหญิงชะงัก และหยุดคิด เธอพยายามแปลคำศัพท์ทีละคำ ไม่ว่าจะเป็น circle = วงกลม หรือ back = กลับ แต่ไม่ว่าเธอจะคิดเท่าไหร่ เธอก็ยังหาความหมายที่ดูจะเหมาะสมไม่ได้สักที

ความเงียบและความสับสนที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีนั้น แต่สำหรับสมหญิงแล้ว มันดูช่างยาวนานมากเหลือเกิน เธอไม่กล้าเอ่ยปากถามในสิ่งที่เธอไม่แน่ใจ และเธอก็กลัวว่าเธอจะเข้าใจผิด สุดท้ายนั้น…เธอเลือกที่จะไม่พูดอะไร และปล่อยให้บทสนทนาในห้องประชุมดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

เหตุการณ์นี้บอกอะไรกับเรากันล่ะ…

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของผู้เรียนไม่ได้อยู่ที่ “ไม่รู้” แต่อาจมีแนวโน้มว่า ผู้เรียน “ไม่สามารถใช้สิ่งที่รู้ได้ภายในระยะเวลาที่จำกัด” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสื่อสารไม่เกิดขึ้น

เหตุการณ์นี้สามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิดของ Stephen Krashen จากทฤษฎี “Affective Filter Hypothesis” หรือ “ตัวกรองทางอารมณ์” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความกังวล ความไม่มั่นใจ และความกลัวการผิดพลาดสามารถขัดขวางการประมวลผลทางภาษาและการใช้ภาษาได้ ถึงแม้ว่าผู้เรียนอาจจะมีความรู้เพียงพอก็ตาม (Krashen, 1982) ซึ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมหญิงได้อย่างชัดเจน

ในอีกมุมหนึ่ง นักจิตวิทยา Daniel Kahneman ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ว่าการสื่อสารในชีวิตจริงต้องใช้การประมวลผลแบบรวดเร็ว (System 1) แต่หลายครั้งการใช้ระบบความคิดในเชิงวิเคราะห์ (System 2) เพื่อแปลความหมายและเข้าใจความซับซ้อนของภาษา ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถตอบสนองกลับได้ทันเวลา หรือล่าช้าไปกว่าที่ต้องการ

หนังสือ Thinking, Fast and Slow โดย Daniel Kahneman (ที่มา: link)

ยิ่งไปกว่านั้น วลีอย่าง “circle back” ยังเป็น “formulaic language” หรือ “idiomatic expression” ซึ่งไม่สามารถแปลหรือตีความจากคำศัพท์เดี่ยว ๆ ได้โดยตรงอย่างทันท่วงที Nordlund & Norberg (2025) แม้แต่วลีที่เจ้าของภาษาใช้เป็นประจำในบริบทเฉพาะ ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้เรียนได้ สิ่งนี้ทำให้ผู้เรียนที่คุ้นเคยกับการเรียนแบบแยกส่วน (word-by-word learning) บางกลุ่ม มักประสบปัญหาในการใช้หรือพูดในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตจริง

แล้วเราควรปรับการเรียนและการสอนอย่างไร?

คำตอบอาจไม่ใช่การเพิ่มหรืออัดเนื้อหาเข้าไป แต่ควรเป็นการสร้างประสบการณ์หรือความคุ้นเคยที่ “ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง” ให้มากขึ้นผ่านการฝึกจากสถานการณ์จำลอง (simulation) หรือการแสดงละครสวมบทบาท (role-play) โดยควรเพิ่มความถี่ (frequency) และความต่อเนื่อง (consistency) ของกิจกรรมเหล่านี้ให้มากขึ้น หรือการฝึกฟังและพูดวลีต่าง ๆ ในบริบทที่ต้องการเรียนรู้อย่างเหมาะสม เพื่อฝึกให้ผู้เรียนพัฒนาความคล่องแคล่วและความมั่นใจในการใช้ภาษา (fluency and confidence)

แม้อาจมีข้อจำกัดด้านเวลา ขนาดชั้นเรียน หรือหลักสูตร การออกแบบกิจกรรมให้ใกล้เคียงสถานการณ์จริงก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถปรับใช้ได้ในระดับหนึ่ง และในขณะเดียวกันนั้น การให้ข้อเสนอแนะ (feedback) ที่เหมาะสมก็จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและตระหนักถึง “ช่องว่างของตนเอง” (noticing gap) ซึ่งเป็นส่วนช่วยที่สำคัญในการพัฒนาการใช้ภาษาของผู้เรียน (Brown & Lee, 2025)

ท้ายที่สุดนี้ การเรียนรู้ภาษา อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนแบบฝึกหัด จำนวนบทเรียน หรือจำนวนคำศัพท์ที่ท่องเพียงอย่างเดียว เพราะหากผู้เรียนไม่เคยได้ “ลองใช้” ภาษาในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในห้องเรียนจริง หรือสถานการณ์การทำงานจริง ความรู้เหล่านั้นอาจเป็นเพียงแค่การสะสม แต่จะไม่เคยถูกนำมาใช้จริงเลย

เราต่างได้เรียนรู้ภาษา…

ไม่ว่าจะเป็นรู้น้อย รู้บ้าง หรือรู้มากเพียงใด

แต่การเรียนรู้ภาษาไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่การ “รู้”

หากแต่เริ่มต้นที่การ “นำไปใช้”

References:

Brown, H. D. & Lee, H. (2025). Principles of language learning and teaching. A course in second language acquisition (7th ed.). Routledge

Daniel Kahneman, D. (2011). Thinking, fast and slow. Farrar, Straus and Giroux.

Nordlund, M., & Norberg, C. (2025). Formulaic language in EFL teaching materials. Education Inquiry, 1–11. https://doi.org/10.1080/20004508.2025.2593701

Stephen Krashen, S. D. (1982). Principles and practice in second language acquisition. Pergamon.

บทความโดย อาจารย์รำไพรดา ศิลาสวรรค์
นักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษ สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์