Inversion: การสลับลำดับคำเพื่อเน้นความหมายในการสื่อสาร

ในหลายกรณี เจ้าของภาษาอังกฤษหรือผู้ที่ชำนาญในการใช้ภาษาอังกฤษทั้งในทักษะการพูดและการเขียน ไม่ได้เรียงลำดับคำในประโยคที่ขึ้นต้นด้วยประธาน + กริยา + (กรรม) เสมอไป เมื่อบริบท (context) ในการสื่อสารต้องการเน้นเจตนาการสื่อสารประการใดประการหนึ่ง ผู้เขียนหรือผู้พูดอาจเลือกใช้โครงสร้างประโยคที่เรียกว่า Inversion ซึ่งก็คือ การสลับลำดับคำเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

  1. The new intern seldom arrived at work on time. (เรียงลำดับคำตามปกติ)
    (เด็กฝึกงานคนใหม่นั้นเข้างานแทบไม่ตรงเวลาเลย)
  1. Seldom did the new intern arrive at work on time. (สลับลำดับคำ)
    (แทบจะไม่มีเลยสักครั้ง ที่เด็กฝึกงานใหม่คนนั้นเข้างานตรงเวลา)

ประโยคที่ 1 เจตนาของผู้พูดหรือผู้เขียนก็คือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้างานของเด็กฝึกงานใหม่ ในขณะที่ประโยคที่ 2 เจตนาในการสื่อสารนั้นนอกจากให้ข้อมูลแล้ว อาจจะเน้นการแสดงความอิดหนาระอาใจของผู้พูดหรือผู้เขียนต่อพฤติกรรมการมาทำงานสายของเด็กฝึกงาน (มีข้อสังเกตว่าในประโยคที่ 1 รูปกริยา arrived เติมคำลงท้าย -ed เพื่อแสดงความเป็นอดีต แต่เมื่อเปลี่ยนโครงสร้างเป็น inversion ในประโยคที่ 2 ความเป็นอดีตของเหตุการณ์จะแสดงที่กริยาช่วย did ดังนั้นจึงไม่ต้องเติม -ed ที่คำว่า arrive)  

Inversion มีหลากหลายประเภท และโครงสร้างนี้เป็นตัวชี้วัดประการหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถในการใช้ภาษาระดับ upper intermediate ขึ้นไป หลักการเขียนหรือพูดประโยคลักษณะ inversion มีดังต่อไปนี้

  1. เมื่อประโยคขึ้นต้นด้วยคำหรือวลีที่บอกความเป็นปฏิเสธ เช่น คำว่า not once, no sooner, never, seldom, rarely, scarcely เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
    • Not once does the caring father raise his voice at his only child
      (ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่พ่อผู้รักและห่วงใยจะขึ้นเสียงกับลูกคนเดียวของเขา)
    • No sooner had the rescue team arrived at the scene than the helicopter crashed.
      (คล้อยหลังจากทีมกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุไม่ทันไร เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ก็ตกทันที)
    • Rarely are college-bound students from those elite schools rejected by Stanford University.
      (แทบจะไม่มีนักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนชั้นนำเหล่านั้นคนไหน ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดปฏิเสธการรับเข้าศึกษาต่อ)
  2. เมื่อประโยคขึ้นต้นด้วยคำว่า only และกริยาวิเศษณ์ บุพบทวลี หรือคำนำหน้าประโยคย่อยชนิด adverb clause เช่น only recently, only in (on, at, by, etc.), only if, only when, only after เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
    • Only in an emergency should all of you use this door.
      (ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ที่พวกคุณควรจะใช้ประตูนี้)
    • Only when the situation is out of control must you call the director
      (ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้เท่านั้น ที่คุณต้องโทรหาผู้อำนวยการ)
  3. เมื่อประโยคขึ้นต้นด้วยคำในโครงสร้าง so + an adjective or participle … that + clause เช่น
    • So rare is this piece of art that the only place it belongs is in the museum.
      (งานศิลปะชิ้นนี้หายากอย่างยิ่งเสียจนกระทั่งสถานที่เดียวที่มันควรอยู่คือในพิพิธภัณฑ์)
    • So remarkable is the student’s foreign language ability that he scored perfectly on the TOEFL test.
      (ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศของนักศึกษาโดดเด่นถึงขนาดที่ว่าเขาสอบโทเฟิลได้คะแนนเต็ม)

กล่าวโดยสรุป การใช้โครงสร้างประโยค inversion ที่อธิบายข้างต้นนั้น ก็เพื่อต้องการแสดงถึงการเน้นความหมายสำคัญของข้อความต้นประโยค เพื่อแสดงเจตนาในการสื่อสารของผู้พูดหรือเขียนประโยคนั้น โครงสร้าง inversion อาจพบได้ในข้อสอบภาษาอังกฤษทั่วไป เช่น TOEFL ITP, CU-TEP หรือ TU-GET ผู้ที่สนใจเรื่อง inversion สามารถที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลสาธารณะต่าง ๆ เช่น Purdue Online Writing Lab หรือคู่มือเตรียมสอบข้อสอบภาษาอังกฤษที่กล่าวมาข้างต้น การใช้ภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโครงสร้างระดับประโยค ความรู้พื้นฐานของประโยคภาษาอังกฤษ Subject + Verb + Object (SVO) จึงอาจไม่เพียงพอ วิธีที่ผู้อ่านสามารถทำได้ด้วยตนเองคือ การฟังและการอ่านภาษาอังกฤษในระดับ upper intermediate ขึ้นไป แล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม ปฏิบัติเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เรื่อง inversion ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือน่ากลัวอันใด

References

Aarts, B. (2024). English syntax and argumentation (6th ed.). Red Globe Press.

Aarts, B., Hudson, R., & Cushing, I. (2018). Oxford teaching guides: How to teach grammar. Oxford University Press.

Celce-Murcia, M., & Larsen-Freeman, D. (2015). The grammar book: An ESL/EFL teacher’s course (3rd ed.). Heinle ELT.

บทความโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ แสงบุญ
อาจารย์พิเศษระดับบัณฑิตศึกษาของสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์