กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นมีความจำ เป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง ความจำเปรียบเสมือนคลังข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ในสมอง และสามารถดึงกลับมาใช้ได้ในอนาคตตามที่ต้องการ ปัญหาก็คือการไม่จดจำข้อมูล หรือการจดจำข้อมูลได้ไม่ดีพอ การจดจำข้อมูลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษทุกคน แต่ก็จะไม่ยากและไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป หากผู้เรียนใช้เทคนิคช่วยจำ (Mnemonics)
เทคนิคช่วยจำ (Mnemonics) คืออะไร
นี-โม-นิคส์ หรือ นี-มอ-นิคส์ คือเทคนิคช่วยเรื่องการจดจำข้อมูลด้วยวิธีการเชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับสิ่งที่ผู้เรียนรู้และคุ้นเคยอยู่ก่อนแล้ว เช่น คำ วลี ประโยค เพลง บทกลอน ภาพ หรือ เสียง
เทคนิคช่วยจำ (Mnemonics) มีอะไรบ้าง
Keyword Mnemonics
คือการเชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่ในภาษาอังกฤษกับคำในภาษาไทย (keyword) ที่มีเสียงคล้ายกัน แล้วเกิดการสร้างภาพในจินตนาการเพื่อเชื่อมโยงกับความหมายส่งผลให้เกิดความจำ กระบวนการเชื่อมโยงนี้ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ การเลือกคำในภาษาไทย (keyword) ที่มีเสียงคล้ายกับคำศัพท์ใหม่ในภาษาอังกฤษ ขั้นตอนที่สองคือ การสร้างจินตนาการเป็นภาพที่เชื่อมโยงคำทั้งสองเข้าด้วยกัน และขั้นตอนสุดท้ายคือ การนึกถึงคำศัพท์ใหม่ โดยการนึกถึงภาพที่จินตนาการไว้
ตัวอย่างเช่น คำว่า “pinto” (พิน’ โท) ที่แปลว่า [adj.] เป็นจุดๆ สีลาย สีกระด่าง และ [n.] ม้าสีด่าง ม้าสีลาย ซึ่งคำว่า “pinto” นี้ ออกเสียงคล้ายกับคำว่า “ปิ่นโต” ในภาษาไทย ผู้เรียนก็จะเลือกคำว่า “ปิ่นโต” เป็นคำสำคัญ (keyword) แล้วสร้างภาพในจินตนาการ เป็นภาพของคนที่กำลังขี่ม้าตัวลาย ตัวด่าง สีดำๆ ขาวๆ พร้อมกับถือปิ่นโตอยู่ในมือ ดังนั้นเมื่อผู้เรียนนึกถึงภาพนั้นเมื่อใดก็จะช่วยให้จำความหมายของคำว่า “pinto” ได้
และอีกตัวอย่าง คือ คำว่า “vineyard” (วิน’ เยิร์ด) ที่แปลว่า [n.] ไร่องุ่น สวนองุ่น หรือที่เพาะเลี้ยงองุ่น ซึ่งคำว่า “vineyard” นี้ ออกเสียงคล้ายกับคำว่า “วิญญาณ” ในภาษาไทย ผู้เรียนก็จะเลือกคำว่า “วิญญาณ” เป็นคำสำคัญ (keyword) แล้วสร้างภาพในจินตนาการ เป็นภาพของสวนองุ่นที่มีดวงวิญญาณลอยไปมา และเมื่อผู้เรียนนึกถึงภาพนั้นเมื่อใดก็จะช่วยให้จำความหมายของคำว่า “vineyard” ได้ นอกจากนั้นแล้วผู้เรียนยังสามารถเชื่อมโยงเสียงของ “vine” ใน “vineyard” กับ “วิญ” ได้ และจะไม่ออกเสียงผิดเป็น “ไวน์’ เยิร์ด” อีกต่อไป
Acronyms Mnemonics
คือคำย่อที่สร้างขึ้นจากการนำเอาตัวอักษรตัวแรกของแต่ละคำมารวมกัน ตัวอย่างเช่น คำว่า FANBOYS ซึ่งเป็นคำย่อที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษจำได้ถึง coordinating conjunctions ในภาษาอังกฤษที่มีทั้งหมดเจ็ดตัวดังนี้ “For And Nor But Or Yet So” และคำว่า “CUPS” เป็นคำย่อที่ช่วยให้ผู้เรียนจำได้ว่าการพิสูจน์อักษรและแก้ไขงานเขียน ผู้เรียนต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งหมดสี่ประการ ดังนี้
-
- C – Capitalization
- U – Usage (grammar)
- P – Punctuation
- S – Spelling
FANBOYS ตัวอย่างของ Acronyms Mnemonics (ที่มา: link)
Acrostics Mnemonics
คือประโยคที่สร้างขึ้นโดยที่ตัวอักษรตัวแรกของแต่ละคำนั้น ตรงกับอักษรตัวแรกของคำที่ต้องการจำ ตัวอย่าง เช่น ประโยคนี้ “Dogs Often Sit And Sleep Comfortably On My Pillow.” ประโยคนี้ช่วยให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษจำได้ถึงการเรียงลำดับที่ถูกต้องของคำคุณศัพท์ที่นำมาใช้เพื่อขยายคำนาม ซึ่งตัวอักษรตัวแรกของคำแต่ละคำในประโยคนี้ย่อมาจาก:
-
- D – Determiner
- O – Opinion
- S – Size
- A – Age
- S – Shape
- C – Color
- O – Origin
- M – Material
- P – Purpose
และประโยคนี้ “A Rat In The House May Eat The Ice Cream” ที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษสามารถใช้เทคนิค Acrostics ในการช่วยจำตัวสะกดของคำว่า “Arithmetic”
อีกตัวอย่างคือ ประโยคนี้ “Never Eat Shredded Wheat” ที่ช่วยให้ผู้เรียนจดจำทิศทั้งสี่เรียงตามเข็มนาฬิกาได้ (North, East, South, West)
Rhymes Mnemonics
คือคำที่มีเสียงคล้องจอง ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษสามารถจำหลักในการสะกดคำได้ง่ายขึ้น คำคล้องจองในลักษณะนี้มักจะมีเสียงที่ลื่นไหล ทำให้จำง่ายและติดหู ตัวอย่างเช่น “I before E, except after C, or when sounding like A, as in neighbor and weigh.” (ตัว I มาก่อน E ยกเว้นหลัง C หรือเมื่อออกเสียงเหมือน A ในคำว่า neighbor และ weigh) อีกตัวอย่างนึงของคำคล้องจองในลักษณะนี้ คือ “When two vowels go walking, the first one does the talking.” มีความหมายว่า เมื่อมีสระสองตัวอยู่ติดกัน ตัวแรกจะออกเสียงส่วนตัวหลังจะไม่ออกเสียง เช่น สระ “o” ในคำว่า “boat” และสระ “a” ในคำว่า “rain” จะออกเสียง
Chunking Mnemonics
คือการแบ่งกลุ่มหรือการจัดข้อมูลที่ต้องการจำให้เป็นระเบียบ เพื่อใช้เป็นเทคนิคในการช่วยให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษสามารถสะกดคำที่ยากและยาวได้อย่างง่ายดาย ตัวอย่างเช่น คำว่า “Mississippi” ผู้เรียนสามารถจัดระเบียบหรือแบ่งตัวอักษรในคำนี้ให้เป็นกลุ่มเล็กๆ ในลักษณะนี้ “M – iss – iss – ipp – i” และอีกตัวอย่างนึงคือ คำว่า “possession” ซึ่งผู้เรียนสามารถแบ่งกลุ่มแบบนี้ “po – double s – e – double s – ion” ผสมกับการท่องจำแบบมีจังหวะซึ่งจะทำให้คำเหล่านี้ติดปาก และผู้เรียนก็จะไม่มีวันลืมว่าคำเหล่านี้สะกดอย่างไร
Connection Mnemonics
คือการเชื่อมโยงข้อมูลที่ต้องการจำกับข้อมูลหรือสิ่งที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษนั้นรู้อยู่ก่อนแล้ว ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยง “S” จำนวน 2 ตัวที่อยู่ในคำว่า “dessert” ขนมหวาน หรือ ของหวาน คือปริมาณ “sugar” หมายถึง ปริมาณน้ำตาลที่มีมากถึง 2 ช้อนในขนมหวาน หรือของหวานนั้นๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนจำได้ว่า “dessert” เป็นคำที่เขียนด้วย “S” 2 ตัว หรือ การเชื่อมโยงอักษรตัวแรก “S” ของคำว่า “synonyms” กับคำว่า “same” แปลว่า เหมือนกัน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนจำได้ว่า “synonyms” แปลว่า คำเหมือน หมายถึงคำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกับคำศัพท์อีกคำ แต่สะกดต่างกัน
และอีกตัวอย่าง คือ การเชื่อมโยงคำว่า “long” ที่แปลว่า ยาว ในคำว่า “longitude” (ลองจิจูด) ที่หมายถึง เส้นสมมติในแนวยาวเหนือและใต้ หรืออาจจะเชื่อมโยงตัวอักษร “N” ในคำว่า“loNgitude” กับตัวอักษร “N” ในคำว่า “North” นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถเชื่อมโยงเสียงพยางค์แรก “lat” ของคำว่า “latitude” (ละติจูด) กับคำว่า “flat” ที่แปลว่าแบน หรือ ราบ และเชื่อมโยงกับแนวนอน “horizontal” หรือ เส้นสมมติในแนวนอนจากตะวันออกสู่ตะวันตก เป็นต้น
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ และจุดประกายให้ผู้อ่านเกิดความสนใจที่จะนำเทคนิค Mnemonics ไปปรับใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้จำแล้วไม่ลืม
References
Amiryousefi, M., & Ketabi, S. (2011). Mnemonic instruction: A way to boost vocabulary learning and recall. Journal of Language Teaching and Research, 2(1), 178-182. https://doi.org/10.4304/jltr.2.1.178-182
Heerema, E. (2025, April 17). Keyword mnemonics to improve ability to memorize facts. Verywell Health. https://www.verywellhealth.com/keyword-mnemonics-to-improve-ability-to-memorize-facts-98699
Portland State University Learning Center. (n.d.). Nine types of mnemonics for better memory. https://www.pdx.edu/student-academic-support-services/sites/ learningcenter.web.wdt.pdx.edu/files/2020-08/Nine_Types_of_Mnemonics.pdf
Putnam, A, L. (2015). Mnemonics in education: Current research and applications. Translational Issues in Psychological Science, 1(2), 130-139. https://doi.org/10.1037/tps0000023
Zimbardo.com. (2025, June 8). Mnemonics: Psychology definition, history & examples. https://www.zimbardo.com/mnemonics-psychology-definition-history-examples/
บทความโดย อาจารย์ ดร.อลิสา รัตนพฤกษ์
อาจารย์ประจำสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


